ดักรอ...กลุ่มผู้เสียหายตามดักรอผู้ต้องหาหน้าโรงพัก-หลังถูกหลอกร่วมลงทุนรับจำนำ/ปิด-ย้ายไฟแนนซ์ สูญเงินรวมกว่า 50 ล้าน -ติดใจตำรวจไม่ยอมรวมคดีเตรียมร้องDSI

Last updated: 2021-12-20  |  682 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ดักรอ...กลุ่มผู้เสียหายตามดักรอผู้ต้องหาหน้าโรงพัก-หลังถูกหลอกร่วมลงทุนรับจำนำ/ปิด-ย้ายไฟแนนซ์ สูญเงินรวมกว่า 50 ล้าน -ติดใจตำรวจไม่ยอมรวมคดีเตรียมร้องDSI

ที่ บริเวณหน้า สภ.เมืองเขลางค์นคร บรรดาตัวแทนผู้เสียจำนวนกว่า10คน จากจำนวนทั้งหมดร่วม 20 คน ได้เดินทางมาเฝ้ารอเพื่อขอพูดคุยกับนายปิยะพงศ์ หรือ เบียร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดลำปาง ที่ถูกนำตัวมาจาก สภ.เมืองลำปาง เพื่อฝากขัง โดยนายเบียร์มาพร้อมกับทนายความ โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์หรือพูดคุยใดๆ ซึ่งสุดท้ายผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวไปด้วยวงเงินเก้าแสนบาท ซึ่งทำให้บรรดาผู้เสียหายไม่พอใจเป้นอย่างมาก

ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวว่า การเดินทางมาที่ สภ.เมืองลำปาง และ สภ.เขลางค์นคร ในวันนี้ เนื่องจากทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายเบียร์ ได้แล้ว จึงต้องการมาพบและพูดคุยด้วย เนื่องจากต้องการคำตอบเกี่ยวกับเงินที่ตนเองได้ร่วมลงทุนไป และ ไม่อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ประกันตัวเพราะมูลค่าความเสียหายมากกว่า50ล้านบาท เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีดังกล่าว เนื่องจากมีนายตำรวจโทรศัพท์มาขอร้องไม่ให้คัดค้านการประดันตัวด้วย และอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำคดีทั้งหมดที่มีผู้เสียหายมาแจ้งความรวมเป็ฯคดีเดียว เพื่อจะได้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อดกงประชาชน และ พร้อมจะเดินหน้าเขาพบดีเอสไอ เพื่อขอให้เป็นคดีพิเศษต่อไป

สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหา ผู้เสียหายได้เล่าว่า ในคดีนี้จะมีผู้ต้องหา 2 คน ที่เป็นตัวหลัก ซึ่งก็เป็นคนในแวดวงธุรกิจของลำปาง คือ นายภูเดชา หรือ โจ้ และ นายปิยะพงศ์ หรือ เบียร์ ได้เปิดเฟสบุ๊ค พร้อมระบุข้อความว่า “รับปิด บ-ช ย้ายไฟแนนซ์  ย้ายที่ดิน จำนำรถ ปิดบ้านขาย รถยนต์ ทั้งใหม่และเก่า สนใจทักมายินดีให้คำปรึกษา เรามีทีมงานทุกจังหวัด” หลังจากนั้นก็จะมีการแชร์เพจไปยังกลุ่มต่างๆและทักไปชักชวนผู้เสียหายรายต่างๆที่เป็นผู้ทำธุรกิจในจังหวัดลำปาง พร้อมมีการเสนอผลตอบแทนในการเข้าร่วมลงทุนทำธุรกิจนี้ โดยจะให้ผลตอบแทนเป็นกำไร 3-7 เปอร์เซนต์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนกับทั้งสองคนมากกว่า 20 ราย โดยช่วงแรกผู้เสียหายจะได้เงินตอบแทนตรงตามเวลา แต่เมื่อผ่านไปเดือนที่ 3-4 ก็จะเริ่มลดผลกำไรและสุดท้าย เมื่อผู้เสียหายดูแล้วว่าธุรกิจน่าจะมีปัญหาจึงพยายามขอเงินลงทุนคืน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้แล้ว จึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี พร้อมกับเตือนไปยังประชาชนทั่วไปที่มองหาการลงทุนใดๆก็แล้วแต่ อย่าเห็นว่าเป็นคนรู้จัก เป็นคนมีหน้าตาในสังคม หรือผลตอบแทนสูง เพราะอาจจะถูกหลอกและสูญเงินจำนวนมากได้

“พวกเราไม่อยากให้มีการประกันตัวเพราะเห็นว่าความเสียหายมาก และอาจจะหลบหนี และ ที่เป็นห่วงคือเกรงคดีจะไม่คืบหน้าเพราะมีนายตำรวจมาโทรมาขอเรื่องคดี และพวกตนเองก็สงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับคดี ถึงไม่ยอมรวมให้เป็นคดีเดียว หรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ต้องหาหรือเพราะรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ”  จึงอยากเรียกร้องให้รวมคดี หาก ไม่ดำเนินการ กลุ่มของตนเองจะเดินทางไปร้องที่ดีเอสไอเพื่อขอให้รับเป็นคดีพิเศษต่อไป

นายปัณธวัฒน์ หนึ่งในผู้เสียหายทีนำเงินร่วมลงทุน 2 ล้านบาท เผยว่า ตนเองรู้จักกับนายปิยะพงศ์ หรือเบียร์ เมื่อมาชักชวนก็คิดว่าทำธุรกิจด้านนี้จริง ยอมรับโดยตอนแรกไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลได้แต่ฟังนายเบียร์บอกเล่าว่าทำธุรกิจร่วมกับนักลงทุนที่กรุงเทพฯหลายคน จึงตัดสินร่วมลงทุนด้วย ในช่วงแรกลงเงินไป 500,000 บาท เดือนแรกก็ได้กำไรกลับคืนมา จึงลงทุนเพิ่มไปเป็น 1 ล้านบาท ก็ได้กำไรกลับคืนมา จึงลงเพิ่มอีก 1 ล้าน รวมเป็นสองล้านบาท ถัดมานายเบียร์ขอลดกำไรและเริ่มขยายเวลาตนเองเห็ฯว่าน่าจะไม่ดีแล้วกลัวเงินจะสูญจึงขอเงินลงทุนคืน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คืนและก็ติดต่อนายเบียรืไม่ได้อีก ซึ่งมาทราบภายหลังว่านายเบียร์ น่าจะไม่ได้นำเงินไปลงทุนทำธุรกิจ แต่นำไปชักชวนคนอื่นให้มาร่วมลงทุนและนำเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่มาหมุนจ่ายคืนให้กับผู้ลงทุนรายเก่า ซึ่งได้ทำร่วมกับนายภูเดชา แต่สุดท้ายเมื่อไม่ได้ทำธุรกิจก็ไม่มีเงินเข้าจึงทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้และก็หลบหนีไป


จากการสอบถามทราบว่าสำหรับผู้เสียหายในแวดวงธุรกิจในจังหวัดลำปางที่นำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจกับผู้ต้องหาทั้งสองคนนั้น มีหลากหลายวงการ ซึ่งบางคนก็ไม่สามรถเปิด้เผยตัวตนได้ อาทิ ธุรกิจเสริมความงาม ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบันเทิง รวมแล้วมูลค่าความเสียหายมากกว่า 50 ล้านบาท

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้